พลิกสถิติน่าสนใจเรือปะทะหงส์ ก่อนระเบิดศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์

พลิกสถิติน่าสนใจเรือปะทะหงส์ ก่อนระเบิดศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์
อีกเพียงไม่กี่วัน ศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ 2022 ก็จะเปิดฉากขึ้น โดยครั้งนี้เป็นการเจอกันระหว่าง แมนฯ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก พบกับ ลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอ คัพ ทีมล่าสุดในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาช้านาน ในการที่จะเอาแชมป์ลีกมาปะทะกับแชมป์ฟุตบอลถ้วย ก่อนที่ศึกพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง

ใครจะเป็นผู้ชนะและได้ครองโล่การกุศลในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด แต่เชื่อว่าที่หลายคนอยากดูน่าจะเป็นการปะทะกันระหว่างสองทีมที่ถือว่าดีที่สุดในอังกฤษยุคนี้มากกว่า


แถมทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ต่างก็มีการเสริมทัพที่น่าสนใจ จากเดิมที่เป็นทีมที่ดีมากอยู่แล้ว ก็ดูจะแข็งแกร่งมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในส่วนของกองหน้าที่ทีมเรือใบสีฟ้ามีสมาชิกใหม่คือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ส่วนทางฝั่งทีมหงส์แดงก็ได้ดาวยิงอย่าง ดาร์วิน นูนเญซ มาร่วมทีม เรียกได้ว่านอกจากฟอร์มโดยรวมของทั้งสองทีมที่ต้องวัดกันแล้ว ผลงานส่วนตัวของกองหน้าทั้งคู่ ก็คงจะถูกเอามาเปรียบเทียบอย่างช่วยไม่ได้


ดังนั้น ก่อนที่ศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่ปีนี้จะเล่นที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของ เลสเตอร์ ซิตี้ จะระเบิดขึ้นในวันเสาร์ที่จะถึงนี้นั้น เราจะมาพลิกดูสถิติต่างๆ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบแบบ เฮด ทู เฮด ในหมวดต่างๆ ว่าทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ใครมีจุดไหนที่ได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน


1. การดวลกันของสองยอดผู้จัดการทีม



หัวข้อแรกที่เราต้องมาดูกัน นั่นคือสถิติ เฮด ทู เฮด ในการเจอกันระหว่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งทั้งคู่ต่างเคยดวลกันมาในฐานะผู้จัดการทีมทั้งหมด 24 ครั้ง โดยเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2013 หรือย้อนกลับไปก็ราวๆ 9 ปีพอดี ในเกม เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ โดยในเวลานั้น เป๊ป เป็นกุนซือของ บาเยิร์น มิวนิค ส่วน คล็อปป์ เป็นนายใหญ่ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งสถิติในการเจอกันทั้งหมด 24 ครั้งนั้นมีดังนี้


27 ก.ค. 2013    เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ    บาเยิร์น มิวนิค แพ้ ดอร์ทมุนด์         2-4

23 พ.ย. 2013    บุนเดสลีกา                 บาเยิร์น มิวนิค ชนะ ดอร์ทมุนด์         3-0

12 เม.ย. 2014    บุนเดสลีกา                  บาเยิร์น มิวนิค แพ้ ดอร์ทมุนด์         0-3

17 พ.ค. 2014    เดเอฟเบ โพคาล         บาเยิร์น มิวนิค ชนะ ดอร์ทมุนด์         2-0

13 ส.ค. 2014    เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ    บาเยิร์น มิวนิค แพ้ ดอร์ทมุนด์         0-2

1 พ.ย. 2014    บุนเดสลีกา                   บาเยิร์น มิวนิค ชนะ ดอร์ทมุนด์         2-1

4 เม.ย. 2015    บุนเดสลีกา                   บาเยิร์น มิวนิค ชนะ ดอร์ทมุนด์        1-0

28 เม.ย. 2015    เดเอฟเบ โพคาล      บาเยิร์น มิวนิค เสมอ ดอร์ทมุนด์         1-1 (ดอร์ทมุนด์ ชนะจุดโทษ)

31 ธ.ค. 2016    พรีเมียร์ลีก                 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        0-1

19 มี.ค. 2017    พรีเมียร์ลีก              แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        1-1

9 ก.ย. 2017    พรีเมียร์ลีก                  แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ลิเวอร์พูล        5-0

14 ม.ค. 2018    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        3-4

4 เม.ย. 2018    แชมเปี้ยนส์ ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        0-3

10 เม.ย. 2018    แชมเปี้ยนส์ ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        1-2

7 ต.ค. 2018    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        0-0

3 ม.ค. 2019    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ลิเวอร์พูล        2-1

4 ส.ค. 2019    คอมมูนิตี้ ชิลด์         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        1-1 (แมนฯ ซิตี้ ชนะจุดโทษ)

10 พ.ย. 2019    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        1-3

2 ก.ค. 2020    พรีเมียร์ลีก          แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ลิเวอร์พูล        4-0

8 พ.ย. 2020    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        1-1

7 ก.พ. 2021    พรีเมียร์ลีก         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ลิเวอร์พูล        4-1

3 ต.ค. 2021    พรีเมียร์ลีก                แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        2-2

10 เม.ย. 2022    พรีเมียร์ลีก             แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล        2-2

16 เม.ย. 2022    เอฟเอ คัพ                 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ ลิเวอร์พูล        2-3


โดยรวมแล้ว เจอกันทั้งหมด 24 ครั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นฝ่ายชนะไป 9 ครั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ชนะ 9 ครั้ง และเสมอกัน 5 ครั้ง 


จะเห็นได้ว่าแทบจะกินกันไม่ลง ซึ่งก็คงจะไม่เกินความจริงไปสักเท่าไหร่ ที่ครั้งหนึ่ง เป๊ป เคยให้สัมภาษณ์ว่าการเจอกับ คล็อปป์ คืองานที่ยากที่สุดตั้งแต่ที่เขาผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ และกุนซือหงส์แดงทำให้เขาต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หากว่าประมาทเพียงเล็กน้อย ก็มีสิทธิ์จะถูกกุนซือชาวเยอรมันเล่นงานได้ทันที


2. สถิติการเจอกันระหว่างทั้งสองทีม


ถ้าหากดูที่หัวข้อนี้ แมนฯ ซิตี้ ย่อมมีสถิติที่เป็นรอง ลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน สาเหตุก็เป็นเพราะว่าถ้านับตั้งแต่ในอดีตตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน ทีมเรือใบสีฟ้าไม่ได้มีประวัติศาสตร์อะไรที่น่าจดมากเท่ากับทีมหงส์แดงที่เป็นยอดทีมมาตั้งแต่ยุค 70-80 จำนวนโทรฟี่ในรายการสำคัญๆ ย่อมเทียบกันไม่ได้


เช่นเดียวกันกับสถิติในการพบกันหรือ เฮด ทู เฮด ลิเวอร์พูล ย่อมกินขาด เพราะ แมนฯ ซิตี้ ในสมัยก่อนเป็นแค่ทีมธรรมดาๆ ทีมหนึ่ง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย นั่นทำให้ ลิเวอร์พูล มีสถิติที่เอาชนะได้มากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้


สถิติเฮด ทู เฮด ระหว่าง แมนฯ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

รายการ        แมนฯ ซิตี้ ชนะ    เสมอ    ลิเวอร์พูล ชนะ

พรีเมียร์ลีก     11         19     20

ดิวิชั่น 1         34         25     59

ดิวิชั่น 2         0         1     1

เอฟเอ คัพ     2         2     4

ลีก คัพ         1         3     3

แชมเปี้ยนส์ ลีก     0         0     2

คอมมูนิตี้ ชิลด์     0         1     0

รวม         48         51     89


จะเห็นได้ว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้มากถึง 89 นัด จากการพบกันทั้งหมด 188 เกมเลยทีเดียว แต่ระยะหลังๆ ความสูสีระหว่างทั้งสองทีมนี้ย่อมมีมากขึ้น หลังจากที่ทีมเรือใบสีฟ้าพลิกโฉมตัวเองกลายเป็นทีมที่มีเจ้าของเป็นท่านชีคมันซูร์ และมีเงินทุนสนับสนุนอย่างมหาศาลจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองทีมก็ค่อยๆ ลดลง


ยิ่งมาถึงยุคที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นกุนซือ ความเป็นอริระหว่างทั้งสองทีมก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทั้งสองทีมต่างคอยชิงดีชิงเด่น และแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกันเกือบจะทุกปี แถมยังสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงจนทีมอื่่นๆ ในลีกถูกทิ้งห่างไปหลายช่วงตัว 


3. การวัดกันระหว่างสองกองหน้าดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการ



แน่นอนว่านอกจากการที่ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล จะต้องวัดผลงานกันแล้ว กองหน้าของทั้งสองทีมต่างก็ต้องถูกนำมาเปรียบเทียบผลงานกันอย่างช่วยไม่ได้ นั่นก็คือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ วัย 22 ปีของ แมนฯ ซิตี้ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 51 ล้านปอนด์ และ ดาร์วิน นูนเญซ วัย 23 ปีที่ย้ายมาด้วยราคา 85 ล้านปอนด์ (รวมโบนัส)


ฮาแลนด์ อาจจะดูได้เปรียบกว่า นูนเญซ ประมาณหนึ่ง จากการที่ได้พิสูจน์ตัวเองมาสักระยะแล้วกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในลีกที่แข็งแกร่งอย่างบุนเดสลีกา และมีสถิติการยิงประตูที่น่าประทับใจแทบทุกปี ขณะที่ นูนเญซ เพิ่งจะมีผลงานที่เปรี้ยงปร้างจริงๆ ก็ในฤดูกาลที่ผ่านมากับ เบนฟิก้า เท่านั้น แต่ถ้ามองย้อนกลับไปไกลกว่านั้นจะเห็นได้ว่าสถิติของกองหน้าอุรุกวัย ยังจัดอยู่ในระดับธรรมดา


ต่อไปนี้คือสถิติของทั้งคู่ในการยิงประตูระดับสโมสร โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 ซึ่งถือเป็นปีแรกที่ทั้งคู่เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรที่อยู่ในลีกสูงสุด โดย นูนเญซ นั้นเริ่มต้นกับ เปนญารอล ในอุรุกวัย ส่วน ฮาแลนด์ เริ่มต้นกับ โมลด์ ในนอร์เวย์


ดาร์วิน นูนเญซ         ฤดูกาล         เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ 

         0                    16/17         4

         1             17/18         12

         3                    18/19                   5

        16                   19/20                  44

        14                   20/21                  41

        34             21/22         29


รวมแล้ว นูนเญซ ยิงไปทั้งสิ้น 68 ประตู ส่วน ฮาแลนด์ มีสถิติที่สุดน่าทึ่ง เมื่อซัดไปถึง 135 ประตูเลยทีเดียว


ทั้งหมดนี้เป็นสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจระหว่างทั้งสองทีม ไม่ว่าจะเป็นการวัดกันระหว่างกุนซือ, ทีม และระหว่างกองหน้าตัวความหวังของทั้งคู่ น่าจะทำให้หลายคนพอจะเห็นภาพได้ว่าใครมีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร


สำหรับการเจอกันระหว่าง เป๊ป และ คล็อปป์ ครั้งที่ 25 ในวันที่เสาร์ 30 กรกฎาคมนี้ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น เชื่อว่าแฟนบอลของทั้งสองทีม รวมถึงคอบอลอังกฤษทุกคนคงไม่พลาดเกมนี้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว กับศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ 2022 ซึ่งจะแข่งขันกันในเวลา 23.00 น. เป็นต้นไป สามารถติดตามการถ่ายทอดสดเกมคู่นี้ได้ทางทรูวิชั่นส์ ผ่านทางช่องบีอินสปอร์ต 1 ช่อง 607

ภาพจาก Getty Images

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร :

Website : www.truevisions.co.th

Facebook : Truevisions

Twitter : @TrueVisions

Line : @Truevisions

Youtube official : Truevisionsofficial

Instagram : Truevisionsofficial