แบรด พิตต์ กับบท “เลดี้บั๊ก” ใน BULLET TRAIN เสน่ห์ของนักฆ่าผู้ไม่อยากโชคร้ายอีกต่อไป

แบรด พิตต์ กับบท “เลดี้บั๊ก” ใน BULLET TRAIN  เสน่ห์ของนักฆ่าผู้ไม่อยากโชคร้ายอีกต่อไป
เบื้องหลังความกวนและมุกตลกของ Bullet Train คือการแสดงที่แม่นยำของแบรด พิตต์ ผู้เปลี่ยนมือสังหารธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นตัวละครที่ทั้งเท่ เปิ่น น่าเอ็นดู และแบกรับความวุ่นวายของรถไฟทั้งขบวนไว้บนบ่า

ในหนังแอ็กชันที่เต็มไปด้วยนักฆ่า นักต้มตุ๋น และตัวละครที่พร้อมจะหันปืนใส่กันได้ทุกเมื่อ การจะทำให้คนดูจดจำตัวละครใดตัวละครหนึ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ แบรด พิตต์ ทำให้ “เลดี้บั๊ก” ใน Bullet Train โดดเด่นขึ้นมาได้ตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรก เลดี้บั๊กเป็นมือสังหารที่ได้รับมอบหมายให้ขโมยกระเป๋าใบหนึ่งบนรถไฟความเร็วสูงในญี่ปุ่น ฟังดูเหมือนเป็นงานที่ไม่น่าซับซ้อน แต่สำหรับเขา ภารกิจนี้กลับเต็มไปด้วยความซวย ผู้โดยสารร่วมขบวนแต่ละคนต่างมีความลับ มีเป้าหมาย และมีเหตุผลที่จะฆ่ากันเอง ขณะที่เลดี้บั๊กพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความโกลาหลนั้น

สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้น่าสนใจคือ เขาไม่ใช่นักฆ่าที่วางท่าเย็นชาและดูเหนือกว่าทุกคน แต่เป็นคนที่อยากเชื่อว่าตัวเองกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นคนที่พยายามคิดบวกและควบคุมอารมณ์ แม้ทุกอย่างรอบตัวจะพังลงต่อหน้า แบรด พิตต์จึงต้องเล่นให้ตัวละครดูเหมือนคนที่มีทักษะเอาตัวรอดสูง แต่ก็ยังมีความเหนื่อยหน่ายและความเปิ่นแบบคนธรรมดาอยู่พร้อมกัน


แบรด พิตต์เป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์ความเป็นพระเอกและความหล่อแบบคลาสสิกอยู่แล้ว หากเขาเลือกเล่นเลดี้บั๊กให้ดูเท่ตลอดเวลา ตัวละครอาจกลายเป็นเพียงมือสังหารอีกคนหนึ่งในหนัง แต่สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้าม เขายอมปล่อยให้เลดี้บั๊กดูพลาด ดูสับสน และดูไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องมาเจอเรื่องราวยุ่งเหยิงขนาดนี้


ท่าทางของเลดี้บั๊กมักขัดแย้งกับสถานการณ์ เขาอาจกำลังตกอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ที่อันตรายถึงชีวิต แต่สีหน้ากลับเหมือนคนที่กำลังถามว่า “ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉันด้วย” ความย้อนแย้งดังกล่าวกลายเป็นแหล่งกำเนิดอารมณ์ขันที่สำคัญ และทำให้แบรด พิตต์สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้โดยไม่ต้องเล่นใหญ่เกินไป


หลายฉากใช้เพียงสายตา น้ำเสียง หรือจังหวะหยุดสั้น ๆ ของเขาในการสื่อความรู้สึก ตัวละครดูเหมือนกำลังพยายามรักษาความสงบ ขณะเดียวกันผู้ชมก็สัมผัสได้ว่าเขาเริ่มหมดความอดทนมากขึ้นทุกที การแสดงลักษณะนี้ต้องอาศัยความแม่นยำ เพราะหากเล่นน้อยเกินไป ตัวละครอาจดูจืดชืด แต่หากเล่นมากเกินไป ก็อาจทำให้มุกกลายเป็นการฝืน แบรด พิตต์รักษาสมดุลนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ


อีกหนึ่งจุดเด่นของการแสดงคือ แบรด พิตต์ไม่ได้รอให้บทพูดเป็นคนสร้างความตลกเพียงอย่างเดียว เขาทำให้ทัศนคติของเลดี้บั๊กกลายเป็นมุกในตัวเอง ตัวละครเชื่อว่าตัวเองกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตและเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แต่ยิ่งเขาพยายามไม่ใช้ความรุนแรง เหตุการณ์รอบตัวกลับยิ่งบีบบังคับให้ต้องลงมือ


ความตลกจึงเกิดจากช่องว่างระหว่างสิ่งที่เขาคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เลดี้บั๊กอยากมองโลกในแง่ดี แต่โลกบนรถไฟไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น เขาอยากทำงานให้เสร็จโดยไม่สร้างปัญหา แต่ทุกคนที่พบกลับพาเขาเข้าไปใกล้ปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ


แบรด พิตต์ถ่ายทอดความขัดแย้งนี้ผ่านน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพเกินไปสำหรับสถานการณ์อันตราย และสีหน้าที่เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องไร้สาระที่ไม่มีวันจบ จังหวะเหล่านี้ทำให้เลดี้บั๊กมีเสน่ห์ และทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยแม้เขาจะเป็นมือสังหารก็ตาม



ในด้านฉากแอ็กชัน แบรด พิตต์แสดงให้เห็นว่าเขายังมีพลังของพระเอกสายบู๊อยู่เต็มที่ แต่ Bullet Train ไม่ได้ใช้เขาเป็นเพียงนักสู้ที่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเท่านั้น ฉากต่อสู้ถูกออกแบบให้สะท้อนนิสัยของเลดี้บั๊กด้วย


เขาไม่ได้ต่อสู้ด้วยท่าทีดุดันตลอดเวลา หลายครั้งการเคลื่อนไหวของเขาดูเหมือนคนที่กำลังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้สิ่งของรอบตัว ใช้พื้นที่แคบของตู้รถไฟ และอาศัยจังหวะมากกว่าพลังดิบ ภาพของมือสังหารที่ดูไม่อยากมีเรื่อง แต่กลับต้องรับมือกับคนที่พร้อมจะฆ่าเขา ทำให้ฉากบู๊มีทั้งความมันและความขบขันในเวลาเดียวกัน


การแสดงทางกายภาพของแบรด พิตต์ยังช่วยให้ผู้ชมเห็นความเหนื่อยล้าของตัวละครได้ชัดเจนขึ้น เลดี้บั๊กไม่ใช่เครื่องจักรต่อสู้ที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้โดยไม่มีผลกระทบ ทุกครั้งที่เขาถูกลากเข้าไปในความวุ่นวาย ร่างกายและสีหน้าจะบอกให้เห็นว่าเขาอยากให้ทุกอย่างจบลงเสียที ความรู้สึกนี้ทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์มากกว่าฮีโร่แอ็กชันทั่วไป



แม้เลดี้บั๊กจะเป็นศูนย์กลางของเรื่อง แต่ความโดดเด่นของแบรด พิตต์ยังเกิดจากการรับส่งกับนักแสดงคนอื่น โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับตัวละครซึ่งมีบุคลิกแตกต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง


การปะทะกับคู่หูนักฆ่าแทนเจอรีนและเลมอนทำให้เกิดจังหวะตลกจากความไม่เข้ากัน เลดี้บั๊กเป็นคนที่อยากหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ในขณะที่คนรอบตัวต่างเต็มไปด้วยความเครียด ความแค้น หรือทฤษฎีประหลาด ๆ เกี่ยวกับชีวิต เมื่อแบรด พิตต์วางท่าทีสงบนิ่งและเหนื่อยใจกับความจริงจังของคนอื่น ความตลกก็เกิดขึ้นโดยแทบไม่ต้องอธิบาย


ขณะเดียวกัน ฉากร่วมกับตัวละครที่ดูไร้พิษภัยแต่คาดเดาไม่ได้ ก็ทำให้เลดี้บั๊กต้องเปลี่ยนจากคนที่พยายามประนีประนอมเป็นคนที่ระวังตัวมากขึ้น ความสามารถในการปรับระดับพลังของการแสดงทำให้แบรด พิตต์ไม่ถูกกลืนหายไปท่ามกลางตัวละครสีจัดจ้านของเรื่อง



สิ่งที่น่าสนใจคือ Bullet Train ใช้ภาพจำของแบรด พิตต์มาเป็นส่วนหนึ่งของความสนุก คนดูรู้ว่าเขามีความเป็นพระเอกแอ็กชันและมีเสน่ห์แบบดาราระดับซูเปอร์สตาร์ แต่หนังกลับนำภาพจำนั้นมาหักมุมด้วยการให้เขาเป็นคนที่ไม่ได้อยากทำตัวเป็นฮีโร่เลย


เลดี้บั๊กมีความสามารถ แต่ไม่ได้ดูหลงใหลในความสามารถนั้น เขาดูเหมือนคนที่อยากเดินทางกลับบ้านมากกว่าจะกอบกู้สถานการณ์ ขณะเดียวกันแบรด พิตต์ก็เล่นกับความเป็นดาราของตัวเองด้วยการทำให้ตัวละครดูธรรมดาและมีอารมณ์ขันกับความหล่อเท่ของพระเอกแบบเดิม ๆ


นี่คือเหตุผลที่เลดี้บั๊กเข้าถึงผู้ชมได้ง่าย แม้จะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยนักฆ่าและเหตุการณ์เกินจริง เพราะภายใต้ทักษะการต่อสู้ เขายังเป็นคนคนหนึ่งที่อยากมีวันที่ราบรื่น อยากทำงานให้จบ และอยากเชื่อว่าชีวิตอาจมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้



การแสดงของแบรด พิตต์ใน Bullet Train ไม่ได้พยายามจะนำเสนอความซับซ้อนทางดราม่าแบบหนักหน่วง แต่ใช้เสน่ห์ ความตลก และการแสดงที่คุมจังหวะอย่างแม่นยำเป็นหัวใจหลัก เขาทำให้เลดี้บั๊กเป็นทั้งพระเอกสายบู๊ ตัวตลกของเรื่อง และคนธรรมดาที่กำลังถูกโชคชะตาลากเข้าไปในสถานการณ์สุดอันตราย


ความสำเร็จของตัวละครไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนเก่งที่สุดหรือเท่ที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ชมอยากติดตามว่าเขาจะเอาตัวรอดจากรถไฟขบวนนี้อย่างไร แบรด พิตต์ใช้ภาพลักษณ์ดาราแอ็กชันของตัวเองอย่างฉลาด แล้วเติมความเปิ่น ความเหนื่อยหน่าย และความอบอุ่นเข้าไป จนเลดี้บั๊กกลายเป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำ


พูดได้ว่าในบรรดาความวุ่นวายทั้งหมดบนรถไฟ แบรด พิตต์คือคนที่ทำให้ผู้ชมยังอยากนั่งอยู่บนขบวนนี้ต่อไปจนถึงสถานีปลายทาง


รับชม Bullet Train ได้ทาง TrueVisions NOW 


TrueVisions NOW

Related

Be the first to know with our latest news! :

Website :

Facebook :

Twitter :

Line :

Youtube official :

Instagram :